Category สุขภาพทั่วไป

ใบบัวบกที่หลายคนไม่รู้

ในใบบัวบกที่เราคุ้นเคยกันที่เอามากินเมื่อเวลาที่เราเกิดอาการช้ำใน ก็เป็นสมุนไพรในเรื่องของการที่จะช่วยให้อาการทุเราลงได้อย่างดี  และมีใครรู้บ้างว่ายังสมารถที่จะเอามาทำอย่างอื่นได้อีก  เพราะว่าเราจะคิดแค่เป็นเรื่องของการกินเป็นน้ำ  หรือว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกินสดเพื่อที่จะเป็นผักในเรื่องของการเอามาจิ้มกับน้ำพริกอย่างที่เรากินนั่นเอง

  และสรรพคุณที่เกี่ยวกับเรื่องอื่นก็ยังมีอีกมากมายอยู่ที่ว่าเราจะรู้กันหรือเปล่านั่นเอง  ซึ่งในวันนี้เราจะมาบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ามีอะไรอีกบ้างที่ช่วยรักษาอะไรได้บ้าง  

  1. ช่วยในเรื่องของการรักษาเส้นเลือดขอด  เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการที่เราเป็นผู้หญิงเพราะว่าถ้าเราเป็นเส้นเลือดที่ขอดเป็นเรื่องที่เราคิดว่าหน้าอายดังนั้นการที่เรากินน้ำใบบัวบกก็ช่วยในเรื่องนี้ได้นั่นเอง  เพราะว่าอาจจะช่วยในเรื่องของการรักษาอาการนี้ได้นั่นเอง  
  2. ช่วยในเรื่องของการรักษาแผลและก็รักษาโรคผิวหนัง  เพราะว่าในใบบัวมีสารไตรเตอร์ปินอยด์ที่ช่วยในเรื่องของการสมานแผลที่เราเป็นให้หายได้ไวขึ้น  และช่วยในเรื่องของการที่รักษาแบบที่เรียกว่าเป็นการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปยังบริเวณแผลให้มาเติมเต็มได้เร็วมากขึ้นนั่นเอง   
  3. ช่วยในเรื่องของการระบายความร้อน  อย่างเช่นการที่เรากินน้ำใบบัวบกก็ช่วยลดอาการของการกะหายน้ำเนื่องจากเราอาจจะทำงานมาหนักก็ช่วยได้  และยังช่วยในเรื่องของการที่เป็นไข้แล้วช่วยในเรื่องลดอาการตัวร้อน  เพราะว่าในใบบัวบกเป็นฤทธ์ที่เย็น  จึงช่วยในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง  
  4. ช่วยในเรื่องของการขับพิษร้อนที่อยู่ในร่างกายเพราะว่าในตัวใบบัวบกที่เรารู้ว่าเป็นฤทธิ์ที่เย็นสามารถที่จะช่วยระบายความร้อนที่ออกจากตัวของเราได้เป็นอย่างดีนั่นเอง  แต่ว่าเราก็ควรที่จะรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมนั่นเอง  
  5. เป็นการช่วยในเรื่องของอาการที่นอนไม่หลับ  เพียงแค่เราลองกินน้ำใบบัวบกและรู้ว่าการที่เรากินน้ำใบบัวบกก็ช่วยในเรื่องนี้ได้เพราะว่าจะทำให้เรานอนหลับและก็สามารถที่ช่วยในเรื่องของการผ่อนคลายได้นั่นเอง  แถมยังช่วยในเรื่องของอาการกระวนกระวายใจอีกด้วยนั่นเอง  
  6. ช่วยในเรื่องของการลดความดันโลหิต  เป็นผลที่สามารถที่พิสูจน์ ในเรื่องนี้แล้วว่าช่วยในเรื่องของการช่วยลดอาการเส้นเลือดดำและเส้นเลือดฝอยให้กลับมาแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของอาการเครียดอย่างนี้เป็นต้น เพียงแค่เรากินน้ำที่เราคั้นมาเท่านั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  กติกาการเล่นหวยไทย

ประโยชน์ของใบน้อยหน่า  

เมื่อเราพูดถึงน้อยหน่าเราต้องนึกถึงลูกของน้อยหน่าที่เป็นผลไม้ที่เราบอกเลยว่ารสชาติที่หวาน  แต่ว่าเนื้อมีเยอะบ้าง น้องบ้าง  แต่ว่าเรื่องเมล็ดไม่ต้องบอกเพราะว่าหนึ่งลูกของน้อยหน่าที่เราคิดว่าหน้าจะมีเม็ดมากกว่าสามสิบเม็ดเพราะว่าถ้าลูกใหญ่นะ  แต่ถ้าลูกเล็กเม็ดก็อาจจะน้อยตามมา   แต่ว่าด้วยเรื่องของประโยชน์ของใบน้อยหน่าที่เราคิดว่าหลายคนที่ยังรู้ว่าประโยชน์ของใบน้อยหน่ามีประโยชน์ที่มากมาย 

และยังมีเรื่องที่ทำให้สาวๆสามารถที่ต้องดึงเอาใบน้อยหน่ามาทำกันเลยทีเดียวเพราะว่าประโยชน์ของเขา เห็นแค่เป็นใบเขียวๆ แต่ว่าเรื่องประโยชน์บอกเลยว่าเหลือล้น  ซึ่งในวันนี้เราจะมาบอกเกี่ยวกับเรื่องของใบน้อยหน่าที่มีประโยชน์อะไรบ้างที่ทำให้ทึ่งกัน

  • ใบน้อยหน่าที่เราคิดว่ามีประโยชน์อย่างมากก็คือว่าการที่เราเอาใบมาต้มน้ำเพื่อที่จะกินช่วยในเรื่องของการไม่ให้น้ำตาลในเลือดของเราเพิ่มสูงมากขึ้น เพราะว่าการที่เรากินน้ำใบน้อยหน่าจะช่วยในเรื่องนี้ เพราะว่าเป็นการช่วยให้ระบบเกี่ยวกับเรื่องการย่อยอย่างช้าเพื่อที่จะไม่ให้น้ำตาลในเลือดของเรามีระดับที่สูงมาขึ้นนั่นเอง  เพียงแค่เราเอาใบน้อยหน่ามาสักสามสี่ใบจากนั้นเราก็เอามาล้างน้ำเพื่อที่จะไปต้มในน้ำที่เดือดและกินทุกเช้าเป็นการช่วยได้ 
  • และเมื่อเรากินน้ำของใบน้อยหน่าที่เอามาต้มช่วยในเรื่องของการปกป้องเกี่ยวกับผิวของเราจากแสงแดด และยังช่วยในเรื่องของการชะลอความแก่  ซึ่งเราคิดว่าไม่มีใครรู้ในเรื่องนี้อย่างแน่นอนว่าใบน้อยหน่าสามารถที่จะช่วยในเรื่องของการชะชะลอความแก่  และยังช่วยในเรื่องของการป้องกันผิวจากแสงแดดอีกด้วยเพียงแค่เราเอาใบมาต้นน้ำร้อนกินในตอนเช้า   
  • ส่วนใครที่มีความดันที่สูงการที่เราเอาใบน้อยหน่ามาชงกินเพียงแทนการกินชาก็สามารถที่จะช่วยในเรื่องของการลดความดันสูงได้เป็นอย่างดีไม่เชื่อลองเอามาต้มทานกินนะ 
  • ใบน้อยหน่าที่เรารู้จักส่วนมากจะเอามาเป็นยาช่วยในเรื่องของการกำจัดเหาที่เราเชื่อว่าสาวๆหลายคนต้องเคยสัมผัสอย่างนี้มาแล้ว ใครจะไปรู้ว่ายังสามารถที่จะช่วยในเรื่องการรักษาเหาได้เป็นอย่างดีเพราะว่าเหาเป็นตัวปัญหาใหญ่สำหรับวัยแรกสาวเลย  การที่เราเอาใบน้อยหน้ามาตำให้ละเอียดจากนั้นเราก็เอามาผสมกับเหล้าขาวแล้วเอาไปพอกเอาไว้ที่ผมที่เป็นเหาเราจะเห็นและรู้สึกได้ถึงกลิ่นของเหล้า  และกลิ่นที่เหม็นเขียวจากใบน้อยหน่านั่นเอง  ที่สามารถฆ่าเหาให้ตายได้  

 

 

สนับสนุนโดย   สมัครเว็บหวยฮานอย

อาการ “ไอ” มีหลายอย่างที่เราควรที่จะรู้

อาการที่เราไอเกิดมาจากการที่ร่างกายของเราเกิดการที่มีเชื้อหรือว่าสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ทางเดินทางใจนั่นเอง   ส่วนใครที่มีอาการไอมานนานนั้นเราก็ควรที่เข้าการรักษาเพราะว่าอาจจะเป็นโรคแทรกซ้อนก็ได้ อาการไอเป็นอาการที่เรารู้กันคือว่าสืบเนื่องมาจากการที่เราต้องสูดอาการเข้าไปในคอ  และอาการที่เราเป็นเราก็ควรที่จะดูว่ามีมีอาการที่เป็นนานหรือยัง   ส่วนสาเหตุที่ทำให้เราไอ  

  • เมื่อเราเป็นไข้หวัด และอาการที่จะตามนั้นก็คือการที่เราไอและอาการที่ไอเกิดจากการการติดเชื้อระหว่างจมูกและลำคอนั่นเอง  
  • เมื่อเราไอแล้วเราจะรู้สึกได้ของการที่เราเจ็บท้อง หรือว่ามีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อนั่นเอง  
  • อาการที่เราไอส่วนใหญ่จะไอแบบชนิดแห้งๆอย่างรุนแรงและเมื่อเวลาที่เราหายใจเราจะรู้สึกได้ของเสียงที่ดังกรนในคอ   

ส่วนใครที่เป็นหวัดแล้วมีอาการไอนั้นก็เกิดจากการที่เราติดเชื้อในลำคอ  และเมื่อเวลาที่เราไอเราก็จะมีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องสะเลดที่อยู่ในลำคอของเรานั่นเอง  และจากนั้นก็เริ่มที่จะมีสีเพราะว่าเกิดมาจากจมูกคอนั้นเป็นช่วงที่สัมพัสกันนั่นเอง  และเมื่อการของเราจะหายได้อย่างน้อยก็คือสามอาทิตย์นั่นเอง  และเมื่อเวลาที่เรากินยาตามที่หมอสั่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆหายไปและจะรู้สึกเหมือนปกตินั่นเอง   

    ส่วนในเรื่องของการที่เราไอเพราะว่าเราเป็นคนที่สูบบุหรี่  นั้นอาจจะเกิดจากการที่เรามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังจึงทำให้เรามีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจแลอาจจะทำให้เราเกิดมีอาการหอบมากขึ้นด้วย

ในเรื่องที่เกี่ยวกับการที่เรารู้สึกว่าเรามีอาการไอแห้งๆนี่อาจจะเป็นการสื่อถึงว่าเราอาจจะเป็นโรคประจำตัวก็ได้อย่างเช่นอาการหอบ  เพราะว่าเราอาจจะรู้สึกเกี่ยวกับการที่เราแน่นหน้าอก แลการที่เราหายใจลำบากมากขึ้น 

    ส่วนในเรื่องของการที่เราไอออกมาจนเป็นเลือดนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เกี่ยวกับสุขภาพเกี่ยวกับทางปอด  หรือว่าอาจจะเป็นโรคอื่นๆก็ได้หรือว่าเป็นโรคที่อันตรายอย่างมากนั่นเอง   

และการที่เราไอนั้นเราอาจจะหายเองได้และอาจจะหายไวเพราะว่าเราได้กินยาตามที่แพทย์สั่งนั่นเอง  ดังนั้นการที่เรารู้ตัวว่าเราเป็นอะไรให้รีบรักษาดีกว่าการที่เราปล่อยทิ้งเอาไว้อย่างนี้เพราะว่าอาจจะทำให้เกิดโรคที่ร้ายและไม่สามารถที่จะรักษาหายได้ก็ได้นั่นเองดังนั้นเราก็ควรที่จะทำการรักษาเมื่อเวลาที่เราเกิดอาการไอนั่นเอง  

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

วิธีสังเกตอาการขี้หูอุดตัน 

หลายคนมัวแต่ไปโฟกัสปัญหาสุขภาพเรื่องการกินและออกกำลังกาย แต่อีกหนึ่งอวัยวะที่สำคัญมากๆ และไม่ค่อยมีใครนึกถึงคือ หู ทั้งๆที่เป็นจุดสำคัญที่มีเส้นประสาทเชื่อมไปยังตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในร่างกาย โดยวิธีการสังเกตว่าเราอยู่ในบุคคลที่เข้าข่ายมีปัญหาขี้หูอุดตันหรือไม่นั้น ดูได้ไม่ยากเลย 

จุดสังเกตง่ายๆ คือการได้ยินในระดับปกติลดลงอย่างชัดเจน จากเคยได้ยินเสียงคนคุยกัน เสียงคนเรียกชื่อ หรือคุยโทรศัพท์แล้วได้ยินเสียงไม่ชัด เหมือนปลายสายอยู่ไกลๆ ให้เดาไว้ได้เลยว่าหูมีปัญหาแน่นอน ขั้นแรกให้ใช้คัตตอนบัตปั่นหูในระดับที่เบามือที่สุด และอาบน้ำสระผมต้องใช้ความระวังให้มาก อย่าให้น้ำเข้าหู โดยส่วนใหญ่คนที่มีปัญหาขี้หูอุดตันจะเป็นข้างเดียว ไม่ค่อยพบเคสที่เป็นหนักทั้งสองข้าง เพราะฉะนั้นจะง่ายต่อการตรวจสอบ เพราะหูทั้งสองข้างได้ยินเสียงไม่เท่ากัน 

อย่างที่สองในการสังเกตอาการขี้หูอุดตันคือ อาการปวดหู บางรายปวดหนักมากถึงขั้นทนไม่ไหว ร้องไห้เลยก็มี กินยาแก้ปวดบางครั้งก็เอาไม่อยยู่ เพราะการปวดนั้นลึกไปถึงระดับเซลล์ประสาท หากพบว่ามีอาการดังนี้ให้รีบไปพบแพทย์ทันที อย่ารอช้า เพราะถ้าปล่อยไว้อาจทำให้ช่องหูได้รับอันตรายมากกว่าเดิม 

โดยการไปพบแพทย์นั้นต้องแจ้งอาการให้ชัดว่าเป็นมากี่วัน กี่สัปดาห์ และมีอาการปวดหูรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ก็แจ้งไปว่าหูข้างไหนที่มีอาการตึงๆ ได้ยินเสียงไม่ชัด ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจวินิฉัยโรคให้เราเอง ส่วนใหญ่จะแจ้งเราว่าหูชั้นนอกอักเสบ ก่อนจะใช้กล้องส่องดูว่ามีขี้หูอุดตันมากน้อยแค่ไหน และถ้าขี้หูแข็งมากจะต้องมาพบแพทย์หลายครั้ง เพื่อละลายขี้หู พร้อมกับนำยาหยอดหูไปละลายเองที่บ้านด้วย ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะใช้ระยะเวลาพอสมควร บางครั้งก็อาจกินเวลาไปกว่า 6 เดือน หรือหนึ่งปีก็มี 

สำหรับขั้นตอนการดูดขี้หูนั้น บอกเลยว่าไม่ได้ฟินมากอย่างที่คิด เพราะขี้หูที่อุดตันสะสมมาเป็นเวลานานนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกำจัด พอดูดจนขี้หูเคลียร์แล้วจะรู้สึกได้ว่าบ้านหมุน เราจะเวียนหัว ให้รีบบอกแพทย์ทันที แต่เรื่องนี้แพทย์จะบอกเราไว้ก่อนอยู่แล้วว่าถ้าบ้านหมุนให้รีบบอก เพราะนั่นหมายถึงว่าตอนนี้ช่องหูของคุณเคลียร์เรียบร้อยแล้ว 

สำหรับการดูแลหลังจากรักษาขี้หูอุดตันนั้น คือการพบแพทย์เพื่อตรวจเช็ก เพื่อให้แน่ใจว่าขี้หูอุดตันที่สะสมมานั้นเกิดจากธรรมชาติ หรือมีภาวะผิดปกติอื่นๆ ที่ต้องหาทางรักษาหรือไม่ โดยบางคนอาจจะโชคร้ายสักหน่อย เพราะร่างกายผลิตขี้หูมากกว่าคนปกติ แต่ก็ยังสามารถแก้ไขได้ ไม่ใช่เรื่องรุนแรง 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์

อาหารยามดึกถึงแม้ว่าจะกินน้อยแค่ไหนก็ทำให้คุณอ้วนได้

      เชื่อว่าทุกคนคงไม่อยากมีใครที่จะมีรูปร่างอวบอ้วนต่างคนต่างก็อยากจะมีรูปร่างผอมเพียวด้วยกันทั้งนั้นซึ่งหลายคนก็หาวิธีต่างๆมากมายในการที่จะมาลดน้ำหนัก  ลดความอ้วนของตนเองแต่ก็มักจะพบว่าถึงแม้จะกินน้อยมากแค่ไหนก็ยังอ้วนอยู่ดีซึ่งเคยมีคนพูดเอาไว้ว่าหากคนมันจะอ้วนแค่หายใจเข้าไปก็ยังอ้วนคำกล่าวนี้ค่อนข้างที่จะเป็นความจริงหากเรามีการเลือกกินอาหารไม่ตรงตามเวลาที่เหมาะสม

ถึงแม้เราจะกินอาหารนั้นน้อยมากแค่ไหนแต่ก็สามารถทำให้ร่างกายของเราอ้วนได้เช่นเดียวกันซึ่งบทความวันนี้จะมาแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการกินอาหารในช่วงมื้อดึก    เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่หากต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานในช่วงกลางคืนก็มักจะรู้สึกเบื่อหน่ายอยากจะหาอะไรมากินเล่นหรือบางคนทำงานในช่วงดึกมากเกินไปก็มักจะอยู่ในช่วงดึกแล้ว

ก็ไม่สามารถที่จะอดใจไหวต้องหาอะไรมากินในระหว่างที่นั่งทำงานในช่วงเวลากลางคืนซึ่งคุณรู้หรือไม่ว่าการที่คุณนำอาหารมากินในช่วงเวลากลางคืนหรือเป็นช่วงอาหารมื้อดึกของคุณนั้นจะส่งผลให้คุณอ้วนถึงแม้ว่าคุณจะกินเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็ตามซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ได้รับการวิจัยออกมาแล้วจากทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเท็กซัสไม่มีการระบุเอาไว้ว่าได้มีการทดลองกับหนูแล้วผลออกมาก็คือห้ามกินอาหารมื้อดึกต่อให้กินน้อยกว่าเครื่องมือกลางวันแต่ก็ทำให้อ้วนได้

ดังนั้นหากใครก็ตามที่ต้องทำงานในช่วงเวลากลางคืนจะเป็นส่วนใดควรจะหลีกเลี่ยงการนำอาหารมากินในช่วงเวลามื้อดึกถึงแม้ว่าคุณจะหิวมากมายแค่ไหนก็ควรพยายามหักห้ามใจเอาไว้เพราะไม่เช่นนั้นคุณจะกลายเป็นคนอ้วนโดยที่คุณไม่รู้ตัว    หลายคนที่เคยมีอดีตสวยงามมีรูปร่างผอมเพียวแต่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตมาเป็นนอนกลางวันตื่นกลางคืน

ฉะนั้นอาหารการกินจึงต้องย้ายมากินในช่วงเวลากลางคืนซึ่งนี่เองทำให้คนเหล่านี้มักจะประสบปัญหาการเป็นโรคอ้วนเนื่องจากเป็นการกินอาหารที่ผิดเวลาเพราะผลการวิจัยออกมาว่าเวลาที่ควรจะกินอาหารมากที่สุดก็คือช่วงเวลากลางวันเนื่องจากว่าในช่วงเวลากลางวันเรากินอาหารเข้าไปแล้วร่างกายของเราก็ต้องมีการเคลื่อนไหวทำงานแต่ถ้าหากเรากินอาหารในตอนกลางคืนเมื่อกินเข้าไปแล้วบางคนก็กลับเข้าไปนอนหลับซึ่งทำให้ร่างกาย ส่งผลให้ไขมันหรือสารอาหารที่กินเข้าไปแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์สะสมในร่างกายและทำให้กลายเป็นคนอ้วนได้ดังนั้นถ้าไม่อยากอ้วนและต้องการที่จะเป็นคนหุ่นดีจึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารในช่วงเวลากลางคืนจะดีที่สุด 

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะมีอยู่หลายประเภท

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะมีอยู่หลายประเภท

โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากการเติบโตของเซลล์เยื้อบุของผนังด้านในกระเพาะปัสสาวะที่แตกต่างจากปกติ โดยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะจะมีอยู่หลายประเภท

– ประเภท Transitional Cell Carcinoma หรือ Urothelial Carcinoma เกิดขึ้นในเยื่อบุฝาผนังข้างในกระเพาะ เป็น
ประเภทโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
– ประเภท Squamous Cell Carcinoma มีต้นเหตุจากการได้รับเชื้อ อักเสบแบบเรื้อรังจากการส่องแสง หรือได้รับยาเคมีเพื่อบรรเทา บางชนิดและก็เป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะเวลานานโดยมิได้รับการดูแลรักษา
– จำพวก Adenocarcinoma จำพวกแบบต่อมที่เจริญก้าวหน้ามากมายจากเยื่อต่อมซึ่งเป็นเยื่อบุผิว
– จำพวก Small cell carcinoma เกิดขึ้นจากเซลล์ Neuroendocrine cells
– ประเภท Sarcomas เกิดจากในเซลล์กล้ามกระเพาะปัสสาวะ

คนไหนที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
– อายุ 40 ปีขึ้นไป หรือบางทีอาจเจอได้ในคนที่แก่น้อยกว่า แล้วก็ชอบเจอในผู้ชายมากยิ่งกว่าในผู้หญิง
– คนที่ดูดบุหรี่หรือได้รับควันจากบุหรี่ โดยคนที่ดูดบุหรี่ได้โอกาสเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะราว 8 เท่าของคนที่ไม่ดูดบุหรี่
ได้รับสารเคมีที่อันตรายบางประเภท
– การทานอาหารที่มีไนเตรตสูง ดังเช่น เนื้อสัตว์ หรือผักบางจำพวก
– คนที่ติดโรคในกระเพาะปัสสาวะแบบเรื้อรัง ดังเช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือติดเชื้อโรคปรสิตจากบางสิ่งบางอย่าง
– การใช้ยาบางประเภทจากวิธีการทำเคมีบรรเทา
– การถ่ายทอดทางพันธุกรรม

4 โรคร้าย ที่เกิดจากการทำงาน

ใช่ว่าตำแหน่งใหญ่โต เงินเดือนสูง แล้วจะหนีไปจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้ เพราะว่ายิ่งจะต้องคิดต้องทำงานให้หนักขึ้น บริหารทั้งงานและลูกน้องควบคู่กันไป อาจทำให้เกิดภาวะเครียดและเสี่ยงต่อโรคจากความเสื่อมถอยโดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง โรคเครียด โรคนิ่วในถุงน้ำดี และโรคอ้วน เป็นต้น

ช่วงอายุประมาณ 25-39 ปี เป็นวัยแห่งการทำงานที่แท้จริง เพราะก็หนีไม่พ้นโรคออฟฟิศซินโดรมเช่นกัน เพราะยุคนี้เป็นยุคแห่งการรีบเร่ง อีกทั้งในเรื่องของการที่คุณต้องใช้คอมพิวเตอร์วันละหลาย ๆ ชั่วโมง การอดอาหาร อดหลับอดนอนเพื่อให้งานเสร็จ ทำให้ร่างการต้องแบกรับความตรึงเครียดปราศจากการผ่อนคลาย ซึ่งทำให้คุณเสี่ยงเป็น 4 โรคจากการทำงานดังต่อไปนี้

1. นิ่วในถุงน้ำดี
โรคนิ่วในถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับอาหารการกิน เพราะในชั่วโมงที่เรารีบเร่ง การเลือกอาหารในการทานนั้นก็เป็นเรื่องยาก เรียกได้ว่ามีอะไรก็ทานๆ ไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เกิดการสะสมไขมันจนอาจก่อให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ในหญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงมาก และคนอ้วนมักเป็นโรคนี้มากกกว่าคนผอม โดยยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลให้เกิดโรคนี้ เช่น กรรมพันธุ์ การอักเสบและการคลั่งของน้ำดีในถุงน้ำดี การทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ๆ โดยเมื่อเป็นนิ่วในถุงน้ำดีแล้ว ถ้าไม่รีบรักษาอาจจะก่อให้เกิดอาการเรื้อรังตามมาได้

2. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ผู้หญิงมักจะพบปัญหานี้มากกว่าผู้ชาย เพราะสกิลที่สามารถอั้นปัสสาวะได้ จนอาจทำงานเพลิน ลืมไปเข้าห้องน้ำซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งมักจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดการอักเสบ

3. โรคเครียด นอนไม่หลับ

โรคเครียดที่เกิดจากการทำงาน งานไม่เสร็จ ทำทัน หรือต้องวางแผนงานสุดยาก หรือการเครียดจากครอบครัว ความมั่นคงในชีวิต ซึ่งทำให้คุณเก็บมาคิดจนถึงขั้นนอนไม่หลับ วิธีการหลีกเลี่ยงที่ง่ายที่สุดก็คือ พยายามไม่เครียด รู้จักผ่อนคลายเสียบ้าง แค่คุณลองทิ้งงานไปเดินเล่นสัก 10 นาที ก็ถือว่าได้ผ่อนคลายแล้วบ้าง

4. ความดันโลหิตสูง
โรคความดันนี้ไม่มีอาการที่จะสามารถแสดงออกมาได้เลย จนกระทั่งเมื่อเราอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเกิดจากปัจจัยบางอย่าง ได้แก่ การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้แบบไม่ทราบสาเหตุ จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนอื่น ๆ ถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุให้เราเสี่ยงเป็นโรคความดัน ได้แก่
• โรคอ้วน
• ความเครียด
• การรับประทานอาหารรสเค็ม
• การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า
• ผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะในสำนักงาน จะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ทำงานใช้กำลัง

ความดันโลหิตสูงไม่ควรปล่อยปะละเลยควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถพาไปเสี่ยงกับภาวะอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย พิการ และหัวใจวายอีกด้วย เมื่อรู้เช่นนี้แล้วก็ควรให้ความสนใจกับสุขภาพของคุณบ้างอย่าปล่อยให้งานที่เรารักมาทำลายสุขภาพที่เราก็รักเลย

วัณโรค พบเร็ว รักษาให้หายขาดได้

 

“วัณโรค”เป็นโรคตั้งแต่ยุคโบราณของประเทศไทยที่ยังคงอยู่ถึงในปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ แล้วมันน่าจะหายไปแล้วตั้งแต่ในอดีต แต่ปัจจุบันก็ยังคงพบอยู่เรื่อยๆ และคร่าชีวิตคนไทยไปไม่น้อย กระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลไว้ว่า ในปี 2560-2561 มีผู้ป่วยวัณโรคในประเทศไทย 22,784 ราย และจากสถิติที่ผ่านมาพบผู้ป่วยวัณโรคมากถึง 108,000 รายต่อปี เสียชีวิตไปแล้วกว่า 12,000 ราย
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า วัณโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) ติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ ร้อยละ 80 จะเกิดที่บริเวณปอด สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น เยื่อหุ้มสมอง ต่อมน้ำเหลือง กระดูก

กลุ่มเสี่ยงโรควัณโรค
กลุ่มที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อวัณโรคจากระยะแพร่เชื้อได้ง่าย คือ เด็กๆ เพราะว่าเชื้อจะออกมากับการไอ จาม ในห้องที่ทึบ และเข้าสู่ร่างกายได้ทางการหายใจเอาเชื้อเข้าไป เชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ กรณีเชื้อในเสมหะหากมีการปล่อยเสมหะออกสู่ขั้นนอกที่ไม่มีแสงแดด บางทีเชื้ออาจอยู่ในเสมหะนั้นได้นานถึง 6 เดือน ทั้งนี้อาการเมื่อป่วยเป็นวัณโรค หากติดเชื้อในระยะแรกมักไม่มีอาการ จะทราบว่าติดเชื้อแล้วก็ต่อเมื่อได้ตรวจสุขภาพจริงๆ โดยตรวจจากเสมหะ โดยการทดสอบทูเบอร์คิวลินจะให้ผลบวก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเคยติดเชื้อตอนเป็นเด็ก

ปัจจัยเสี่ยงของวัณโรค
วัณโรคสามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบหายใจ ซึ่งเชื้อจะอยู่ในอากาศอยู่แล้ว ซึ่งหากเราได้ใหล้ชิดสัมผัสผู้ติดเชื้ออาจจะทำให้เราได้รับเชื้อโดยตรงเข้าร่างกายเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเฉพาะการติดเชื้อ HIV ผู้ติดยาเสพติดและโรคขาดอาหาร

สัญญาณอันตราย “วัณโรค”
1. ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์

2. น้ำหนักลด

3. เบื่ออาหาร

4. เหงื่อออกกลางคืน

วัณโรค พบเร็ว รักษาหายได้
วัณโรคถึงแม้จะเป็นโรคติดต่อและอาจเป็นถึงขั้นเรื้อรัง แต่อย่างไรก็ตามก็มียาที่สามารถรักษาให้หายขาด หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งจะต้องกินยาติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือนห้ามขาด และต้องพักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินสูง เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย แสดงให้เห็นว่าการดูแลรักษาตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงมีส่วนช่วยให้การรักษาเต็มไปด้วยประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยให้ในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรคดีขึ้น และตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากมีอาการตามสัญญาณอันตรายข้างต้น ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน

กินเค็มไม่ดี เพราะอะไร

อาหารที่อร่อยคือต้องมีรสกลมกล่อม ทั้งหวาน เค็ม เปรี้ยว และเผ็ด แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าจะได้รสชาตินั้นต้องเติมเครื่องปรุงลงไปกี่ชนิด กี่ช้อน? และนอกจากรสชาติที่เราได้รับจากการกินแล้วร่างกายจะได้รับอะไรตามมาอีกบ้าง?
เคยแปลกใจบ้างไหมว่าทำไมบางคนกินอะไรก็ขาดเครื่องปรุงไม่ได้ ขอเติมน้ำตาลลงไปสัก 1 ช้อน ราดน้ำปลาลงไปอีกสัก 1 ช้อนครึ่ง โดยที่ยังไม่ได้ชิมก่อนเลยแม้แต่นิดเดียวว่าอาหารที่พร้อมเสิร์ฟมานั้นมีรสชาติอย่างไร ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าลิ้นของมนุษย์เรามีปุ่มรับรสเล็กๆ ที่เรียกว่า ปาปิลา (Papilla) จำนวนมาก ซึ่งปุ่มรับรสจะมีด้วยกัน 4 ชนิด คือ รสหวาน รสขม รสเปรี้ยว และรสเค็ม ซึ่งการรับรู้รสชาติเหล่านี้จะเป็นการกระตุ้นให้สมองประมวลผลรับรู้รสและจะสั่งให้ชอบอาหารนั้นๆ หรือเรียกว่าสมองเสพติดรสชาตินั่นเอง

ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้นการทำงานของประสาทรับรสก็ยิ่งเสื่อมลงไม่ต่างกับอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย ซึ่งภาวะการสูญเสียการรับรู้รสจะพบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุ จึงอย่าได้แปลกใจหากอาหารสุดอร่อยที่คุณตาคุณยายในบ้านเคยทำให้เมื่อตอนเราเด็ก พอกลับมาทานตอนโตจะรู้สึกว่าปรุงหนักและมีรสชาติจัดไปทางรสเค็ม นั่นก็เพราะพวกท่านรับรู้ว่านั่นคือรสชาติที่กำลังพอดี อันเนื่องมาจากภาวะสูญเสียการรับรสนั่นเอง

“เมื่อก้าวสู่การเป็นผู้สูงวัย นอกจากการรับรู้รสจะเสื่อมจากเดิมแล้ว ระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายก็เริ่มเสื่อม หากยิ่งไม่ใส่ใจเรื่องอาหารการกินก็ยิ่งเพิ่มตัวเร่งความเสื่อมของอวัยวะอื่น ๆ ให้มาถึงเร็วขึ้น เพราะหากเลือกกินอาหารไม่เป็น กินอาหารที่เค็มจัด มีโซเดียมสูง ก็ยิ่งทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น” อาจารย์สง่า ดามาพงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. และที่ปรึกษาด้านโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ก่อนอาจารย์สง่า จะบอกต่อไปว่า โรคไตเป็นสิ่งที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตมนุษย์ เพราะคนที่เป็นโรคนี้ไม่ใช่แค่ต้องเสียเงินมหาศาลเพื่อไปล้างไต ฟอกไต แต่ยังเสียเวลา เสียสุขภาพจิต ซึ่งเขาอาจรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นภาระของครอบครัว ดังนั้นคนที่ไม่อยากเป็นโรคไตทั้งในวัยผู้สูงอายุ วัยทำงาน วัยหนุ่มสาว หรือวัยเด็ก จึงต้องใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองด้วยหลักง่ายๆ คือ

เลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง อาหารที่มีโซเดียมสูงไม่ใช่แค่เกลือกับน้ำปลา แต่ยังรวมถึงกะปิ ปลาร้า ผงชูรส ซีอิ๊ว ผงซุปก้อน ซอสปรุงรส ผงฟูที่อยู่ในขนมปังเบเกอรี่ต่าง ๆ และสารถนอมอาหารในอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบค่อน หมูยอ เป็นต้น

กินผักและผลไม้อย่างเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ระยะหนึ่ง

กินอาหารที่มีแคลอรี่น้อย

ออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โรคไตไม่ใช่โรคที่เกิดจากการกินเกลือเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการกินโซเดียมเกินปริมาณตามความต้องการของร่างกายที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ในทุก ๆ วันคนเราไม่ควรกินโซเดียมเกิน 1 ช้อนชา หรือ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่คนไทยในวัยผู้ใหญ่ได้รับโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานกำหนดถึง 2 เท่า วันนี้ ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพไตมาฝาก

ลดเค็ม… ลดได้หลายโรค
ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ได้กล่าวไว้ในวิดีโอ ลดเค็มลดหลายโรค ที่เผยแพร่ผ่านแชนแนล RAMA CHANNEL ทางยูทูป ไว้ว่า “การลดกินเค็มมีส่วนป้องกันโรคที่มีปัจจัยเกี่ยวกับการกินโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น ซึ่งการลดปริมาณการกินเค็มจะทำให้อาการของโรคนั้น ๆ ดีขึ้น และป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาว ส่วนใหญ่ปรุงรสเค็มอย่างเดียวก็ไม่อร่อย ต้องมีรสนัว กลมกล่อม ก็ต้องเติมน้ำตาลเพิ่ม ทำให้กินเค็มและหวานเกินเป็นต้นเหตุของการพ่วงทั้งโรคเบาหวานและโรคอ้วนตามมา ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่กินเค็มมากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตมากกว่าผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่กินเค็ม ดังนั้นเลี่ยงเค็มจึงสามารถป้องกันได้หลายโรค”

วิธีลดเค็มอย่างไรให้ได้ผล?
ที่คนเราชอบกินเค็ม กินหวาน เป็นเพราะความเคยชิน ดังนั้นจึงต้องค่อย ๆ ลดทีละน้อย ๆ จะทำให้ลิ้นค่อย ๆ ปรับความไวการรับรสได้ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ แนะนำการลดเค็มอย่างไรให้ได้ผลว่า ‘ควรลด 10%’ ในครั้งแรก และถัดไปอีกประมาณ 2 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน ให้ลดลงไปอีก 10% และอีก 1 เดือนต่อมาให้ลดลงอีก 10% วิธีนี้จะทำให้ลดสามารถลดเค็มได้ 30% ภายในระยะเวลา 3 เดือน และเป็นการลดเค็มที่เรายังมีความสุขกับการกินเหมือนเดิมแต่ร่างกายเคยชินกับการกินรสเค็มที่น้อยลง

6:1:1 เคล็ดลับกินดี ส่งตรงจาก อาจารย์สง่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ
อาจารย์สง่า ได้แนะนำเคล็ดลับการกินอาหารสำหรับผู้สูงวัยให้ห่างไกลโรค คือ ผู้สูงอายุควรกินอาหารตามธรรมชาติผ่านการปรุงแต่งให้น้อยที่สุด เลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาวเพราะจะมีสารอาหารมากกว่า กินเนื้อปลาสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพ สามารถกินไข่ได้วันละ 1 ฟอง โดยเน้นไปที่ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น (ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ควรลดเหลือสัปดาห์ละ 3-4 ฟอง) กินถั่วเมล็ดแห้ง ดื่มนมรสจืดหรือนมพร่องมันเนย 1 กล่อง หรือ 1 แก้วต่อวัน กินผักผลไม้เป็นประจำ ที่สำคัญต้องใช้สูตร ‘6:1:1’ คือ กินน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา และเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ก็จะทำให้เป็นผู้สูงอายุที่ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้มากมาย แถมสูตรนี้ยังได้ผลดีกับคนทุกวัยอีกด้วย

เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงด้วยวิธีที่ดีที่สุดสำหรับตับโดยเฉพาะ

นอนไม่ค่อยหลับ ตับผิดปกติ ?

 

อาการนอนไม่ค่อยหลับมักอาจเกิดได้กับหลายๆบุคคล ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากไม่คุ้นชินสถานที่ หรือมีมลภาวะรบกวน นอนไม่หลับเพราะความเครียดหรือคิดมาก วิตกกังวลกับเรื่องใดๆอยู่ อาการเหล่านี้อาจจะทำให้เสียสุขภาพได้ในเบื้องต้น แตกหาก มีอาการหลับไม่สนิท ตื่นมางัวเงีย มีอาการเพลียระหว่างวัน  อาจจะเข้าข่าย “ตับพัง”

 

การง่วงนอนนั้นมาจากสารเคมีในร่างกายที่กำลังเริ่มทำงานโดยชื่อว่า เมลาโทนิน เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมีความมืดเป็นตัวกระตุ้นทำให้ระดับของเมลาโทนินสูงขึ้นมากกว่าปกติในเวลากลางคืน เมื่อสารชนิดนี้เริ่มทำงานแล้ว ส่งผลให้ระดับหัวใจของเราเต้นช้าลง กล้ามเนื้อต่างๆเริ่มผ่อนคลาย เริ่มหายใจแผ่ว มีอาการง่วงนั่นคือกำลังตกอยู่นสภาพวันนอนหลับ นั่นเอง

 

จากการศึกษาพบว่า ระดับเมลาโทนินนั้นจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงกลางวันเนื่องจากผู้ป่วย มีการทำงานผิดปกติของตับ แต่ถ้าหากง่วงในเวลากลางคืน การขจัดเมลาโทนินก็จะถูกขจัดไปตรงตามช่วงเวลานาฬิกาชีวิต ตอนกลางคืนหลับสนิท ในระหว่างวันก็จะไม่มีอาการง่วงหรืออ่อนเพลีย

 

เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง สำหรับสารที่จะช่วยในการขับสารพิษที่เรารู้จักกันดีนั่นก็คือสาร กลูต้าไธโอน หรือที่เรียกกันว่า สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่กำจัดสารพิษออกจากตับ หากได้รับกลูต้าไธโอนในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะสามารถขับไล่สารพิษต่าง ๆในตับ ทำให้ตับทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่างกายมีสุขภาพดี ตับขับสารพิษจากร่างกายได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นหากเราได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ อวัยวะต่างๆภายในก็จะทำงานได้เป็นปกติ ระบบการทำงานภายในของเรามักจะเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด หากขาดอวัยวะชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งไปก็จะส่งผลให้เราไม่สามารถประกอบกิจกรรมในแต่ละวันได้ ดังนั้นการนอนหลับให้เป็นเวลาถือเป็นการช่วยรักษาสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้ดูสดใส และอวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างครบถ้วน