Category สุขภาพ

มื้อดึกทำให้อ้วนจริงหรือไม่

ปัจจุบันพฤติกรรมาการรับประทานอาหารในช่วงดึก ๆ มักพบเห็นได้กับสาว ๆ หลาย ๆ คน เพราะสมัยนี้การใช้ชีวิตก็มีความแตกต่างไปจากอดีตมากพอสมควร เพราะในอดีตช่วงหัวค่ำก็จะเตรียมตัวเข้านอนกันแล้ว แต่กลับในสมัยปัจจุบันนี้การใช้ชีวิตการทำงานก็จะมีความแตกต่างออกไป บางคนทำงานจนไม่ได้หลับได้นอน หรือบางคนก็อาจจะนอนดึกบ้าง ซึ่งสาเหตุนี้เป็นปัญหาที่ทำให้สาว ๆ

มีรูปร่างที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากเรามีพฤติกรรมการนอนดึกอยู่แล้ว บวกกับการทำงานจนดึกอีก และแน่นอนช่วงดึก ๆ จะทำให้เรารู้สึกหิวเป็นอย่างมาก เพราะในตอนกลางวันเราอาจจะกินน้อย หรือแทบไม่ได้กินเลยก็ว่าได้ และนี่ก็คือสาเหตุที่อาจทำให้เรานั้นรู้สึกหิวในตอนดึก ๆ ได้ ที่สำคัญเลยคือหากเรามีพฤติกรรมการรับประทานอาหารในช่วงดึก ๆ เป็นประจำสิ่งที่เราอาจจะได้รับคือ ความอ้วนโดยไม่รู้ตัว 

การที่เราได้รับประทานอาหารไปในช่วงกลางดึก บางคนอาจจะมองว่าหากเรากินช่วงดึก ๆ จะทำให้เราอ้วนได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะบางคนไม่ว่าจะกินในช่วงเวลาไหนก็อ้วนอยู่ดี หรือบางคนก็เท่าไหร่ก็ไม่อ้วนสักที ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการรับประทานอาหารในช่วงกลางวันและกลางคือก็จะแตกต่างกันออกไป แต่ร่างกายของคนเราก็ย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องการแคลอรีเช่นเดียวกับตอนกลางวัน

เพราะปกติร่างกายของคนเราจะมีการทำงานที่เป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าเป็นในช่วงกลางวัน หรือช่วงกลางคืน ซึ่งการที่เรารับประทานอาหารไปนั้น อานหารก็จะเข้าไปเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอที่ร่างกายต้องการจริง ๆ อย่างไรก็ตาม การรับประทางอาหารในช่วงกลางดึก ไม่ใช่สาเหตุที่จะให้เกิดความได้ แต่ปัญหาจะอยู่ตรงที่เราได้รับประทานอาหารประเภทใดลงไปบ้าง เพราะอาหารในแต่ละมื้อมีความสำคัญกันทั้งนั้นโดยเฉพาะช่วงกลางคืน จะเป็นมื้อที่หนักที่สุด หากรับประทานอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดไขมันสะสม ปัญหาความอ้วนก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากเป็นการรับประทานอาหารที่จุกจิก ๆ

ปัญหาโรคอ้วนโดยไม่รู้ตัวก็อาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณได้ ดังนั้นหากไม่อยากให้ปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วนเกิดขึ้น ก็ควรที่จะรับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ เพราะจะได้ไม่ไปหนักในช่วงดึก อีกอย่างหากเราเข้านอนตรงเวลา เราก็อาจจะลดปัญหาความหิวขึ้นได้ในช่วงกลางดึก แต่หากใครที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงมันได้ จำเป็นที่จะต้องนอนดึกเพราะต้องทำงานให้เสร็จ ก็ควรเลือกรับประทานอาหารให้ถูก เช่น การกินผลไม้ นม หรือของว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่หนักจนเกินไป ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยให้คุณลดปริมาณความหิวในช่วงดึกลงได้ และที่สำคัญไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะอ้วนหรือป่าว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  หวยฮานอยออกวันไหนบ้าง

ประโยชน์ของสมุนไพร

ทุกๆคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าสมุนไพรของไทยนั้นมีประโยชน์มากมายซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีทั้งแก้โรคต่างๆและสรรพคุณมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ใบรางจืด สามารถนำมาตำและปิดแผลที่พุพอง ไห้ช่วยทุเลาลงได้น่าอัศจรรย์ใจเพราะสรรพคุณของใบรางจืดนั้นมีฤทธิ์เย็นแต่นั่นไม่ใช่ใบรางจืดอย่างเดียวแต่สมุนไพรของไทยมีหลายชนิดมากๆซึ่งแต่ละชนิดมีสรรพคุณและลักษณะเฉพาะตัวของมันเอง

คนโบราณสมัยก่อนเวลาเจ็บป่วยก็พึ่งสมุนไพรกันทั้งนั้น ตลอดจนนำมาเป็นยารักษาอาการที่เกิดจากการปวดเมื่อยตามข้อกระดูกไห้ตำสมุนไพรแล้วนำมาโปะไว้ตามบริเวณที่ปวด ซึ่งก็เห็นผลได้ชัดเจนมากๆเลยทีเดียว ความน่าอัศจรรย์ใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้

เพราะว่าสมุนไพรบางชนิดไม่ใช่แค่รักษากับมนุษย์อย่างเราเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังสามารถช่วยสัตว์เลี้ยงของท่านที่มีอาการป่วยอีกด้วย สมุนไพรบางชนิดยังสามาถสกัดเป็นน้ำมันนวดไห้สัตว์เลี้ยงที่กระดูกเคลื่อนได้ด้วยนะ ทุกๆคนคงคิดไม่ถึงกันล่ะสิว่าต้นไม้เล็กๆหรือใบหญ้าที่เราเดินผ่านกันอยู่ทุกๆวันจะมีค่ามากมายถึงเพียงนี้แล้วทุกๆคนเคยสังเกตุไหมว่าเวลานิองหมาน้องแมวของท่านป่วยพวกเขาก็จะหาใบหญ้าต่างๆกินเพื่อช่วยบรรเทาอาการป่วยของเขา แล้วรู้กันไหมว่ามันช่วยใบหญ้าต่างๆที่สัตว์กินไปนั้นมันช่วยได้จริงๆนะ

ส่วนใครที่ไม่เชื่อว่ามีประโยชน์จริงๆก็มีพิพิธภัณฑ์แพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรที่ไห้สำหรับศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรไทยอยู่นะคะซึ่งในส่วนนี้ได้ไห้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคต่างๆอีกมากมายที่ดีและปลอดภัยกับสุขภาพของเรานั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามนี่คือองค์ประกอบคร่าวๆนะคะ เพราะสมุนไพรของไทยนั้นยังมีอีกเยอะมากๆที่พวกเราไม่เคยรู้มาก่อน เห็นไหมล่ะ

ว่าประโยชน์ของสมุนไพรมีมากกว่าที่เราคาดคิดไม่ถึงเสียอีกเคยสังเกตุกันไหมว่าคุณปู่คุณย่าบางท่านที่สุขภาพแข็งแรงนั้นก็มาจากการรีบประทานผักที่เป็นสมุนไพรกันทั้งนั้น ทำไห้พวกเขาแข็งแรงและอายุยืนกันมากๆต่างจากคนสมัยนี้ที่ไม่ค่อยรู้ถึงประโยชน์ของมัน หันไปพึ่งยาปฏิชีวนะอย่างเดียว ซึ่งเรื่องนี้อยากไห้ทุกคนได้รู้ว่าต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นตามบ้านเรือนนั้นก็มีประโยชน์

แต่การที่จะนำมารับประทานนั้นจะต้องเช็คหรือหาข้อมูลก่อนที่จะนำมารับประทานนะเพราะถ้าเกิดทานมั่วโดยไม่ศึกษาหาข้อมูลของพืชชนิดนั้นล่ะก็อาจจะเกิดอัตรายได้ เพราะมีทั้งไห้ดีและไห้โทษ ทีนี้เราก็รู้กันแล้วว่าสมุนไพรของไทยนั้นมีประโยชน์มากแค่ไหน เวลาคุณเจ็บป่วยถ้าคุณมีความรู้คุณก็สามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งก็เห็นแล้วว่าสมุนไพรใช้ได้กับชีวิตประจำวันของเราได้จริงๆไม่ใช่แค่ในตำรา

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจซิฟิลิส

ประโยชน์ของอาหารเช้า

คุณเชื่อหรือไม่ว่าอาหารเช้านั้นมีประโยชน์มากมายทั้งช่วยให้ร่างกายไม่อ่อนเพลียระหว่างวันยังช่วยบำรุงสมองให้คิดอะไรได้ปลอดโปร่งหลายคนไม่ชอบทานอาหารเช้าโดยอ้างว่าไม่มีเวลาดังนั้นเพื่อให้คุณเห็นความสำคัญของการกินอาหารเช้าเราจะมาแนะนำประโยชน์ของอาหารเช้าให้ทราบกันว่าอาหารเช้ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง

  1. ช่วยให้มีความจำที่ดีคำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงเลยเนื่องจากว่ามีผลการวิจัยออกมาแล้วว่าหากใครที่กินอาหารเช้าจะช่วยให้อารมณ์ดีและมีความทรงจำที่ดีแต่ในขณะเดียวกันหากคนที่ไม่กินอาหารเช้าจะทำให้รู้สึกหงุดหงิดแล้วไม่ค่อยจำอะไรในการกินอาหารเช้าจะช่วยให้สมองของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เป็นคนหงุดหงิดง่าย
  2. การกินอาหารเช้ายังช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักได้ดีอีกด้วยเพราะเนื่องจากว่าถ้าหากเรากินอาหารเช้าเข้าไปแล้วอาหารกลางวันเราจะกินในปริมาณที่พอเหมาะได้กินมากจนเกินไปแต่ถ้าหากใครก็ตามที่ไม่กินอาหารในช่วงเช้าจะทำให้ช่วงสายๆเริ่มรู้สึกหิวแล้วเมื่อกินมื้อเที่ยงก็จะกินมากกว่าปกติเพราะต้องไปชดเชยในช่วงเช้าที่ไม่ได้กินจึงทำให้มีการพิมพ์อาหารกลางวันเยอะเกินไปส่งผลให้อ้วนโดยที่เราก็ไม่รู้ตัวเอง
  3. การกินอาหารเช้าจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ ซึ่งมีการวิจัยออกมาพบว่าหากใครที่กินอาหารในช่วงเช้าจะมีผลต่อการผลิตอินซูลินในร่างกายโดยมันจะเข้าไปทำการสร้างความผิดปกติในการผลิตอินซูลินทำให้ร่างกายมีอินซูลินน้อยจึงช่วยในเรื่องของการลดความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานได้มาถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
  4. นั่งกินอาหารเช้าช่วยพัฒนาสมองยิ่งถ้าเป็นเด็กๆแล้วก็การกินอาหารเช้าจะช่วยในร่างกายของเด็กแข็งแรงแถมยังมีสารอาหารไปบำรุงสมองในช่วงเช้าให้กับเด็กๆได้มีการพัฒนาสติปัญญาให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นซึ่งการกินอาหารเช้าของเด็กๆนั้นมีผลการพัฒนาต่อสมองอย่างต่อเนื่องเด็กคนไหนไม่ยอมที่จะกินอาหารเช้าจะส่งผลต่อการพัฒนาสมองและการบำรุงร่างกายดังนั้นทางที่ดีเราควรมีการจำของเด็กรวมถึงของผู้ใหญ่เองด้วยก็ดีให้หันมารับประทานอาหารเช้าจะดีที่สุดเพราะอาหารเช้าไม่มีผลเสียต่อร่างกายมีแต่ผลดีเท่านั้น 
  5. การกินอาหารเช้าจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการเป็นโรคนิ่วได้เนื่องจากว่าการที่เราไม่ได้ทานอาหารเป็นระยะเวลาติดต่อเนื่องกันนานเกิน 14 ชั่วโมงจะส่งผลทำให้ถุงน้ำดีภายในร่างกายของเรามีคอเลสเตอรอลจำนวนมากอยู่ภายในนั้นและมันจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนทำให้เกิดเป็นโรคนิ่วได้เพราะช่วงเวลาที่เรากินอาหารครั้งล่าสุดมักจะเป็นเวลาในช่วงเย็นซึ่งหลายคนจะกินตอน 6 หลังจากนั้นหามากินอาหารอีกครั้งหนึ่งในช่วงเวลาเที่ยงมันจะทำให้ร่างกายเราได้รับสารอาหารนานเกินไปซึ่งจะเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

อยากสุขภาพแข็งแรงเรามาวิ่งกันเถอะ

       ใครๆก็คงอยากจะมีร่างกายที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วยได้ง่ายๆสิ่งที่ทุกคนต้องทำก็คือการดูแลใส่ใจตัวเองให้มากด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ถูกต้องตามหลักโภชนาการกินให้ครบ 5 หมู่ดื่มน้ำเยอะๆนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและที่สำคัญก็คือการออกกำลังกายซึ่งหลายคนมักจะใช้วิธีการออกกำลังกายด้วยการเข้าฟิตเนส

แต่เนื่องจากในตอนนี้มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าฟิตเนสตามสถานที่ต่างๆต่างก็ปิดให้บริการดังนั้นการออกกำลังกายของเราจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนไปเพื่อให้ทันยุคทันสมัยและทันเหตุการณ์ซึ่งถ้าหากบ้านไหนมีพื้นที่ในหมู่บ้านที่สามารถออกมาวิ่งออกกำลังกายได้ก็จะทำให้เรามีสถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่โดยที่ไม่ต้องเข้าฟิตเนสเลยซึ่งการออกกำลังกายด้วยการวิ่งนั้นทำให้เราประหยัดไม่ต้องเสียค่าฟิตเนสรวมถึงสะดวกเพราะแค่เปิดประตูบ้านเราก็สามารถวิ่งออกกำลังกายได้แล้วในหมู่บ้านของเราแต่การวิ่งออกกำลังกายนั้นก็จะต้องรู้หลักการวิ่งให้ถูกต้อง

ว่าจะต้องมีการเคลื่อนไหวแบบไหนเพราะหากเราวิ่งไม่ถูกต้องจะส่งผลกระทบให้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของกระดูกก็เป็นได้ดังนั้นการวิ่งที่ดีเราจึงควรระมัดระวังเรื่องของการเคลื่อนไหวตั้งแต่เท้าและเข่าซึ่งตามหลักการวิ่งที่ถูกต้องนั้นเราควรจะต้องให้ส้นเท้าของเราแตะไปที่พื้นก่อนถึงจะตามด้วยฝ่าเท้าและการไหว้ที่ถูกต้องจะต้องไม่วิ่งเอาปลายเท้าลงพอจะมีผลทำให้กล้ามเนื้ออักเสบการวิ่งออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงนั้นเราไม่จำเป็นต้องวิ่งแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนกับวิ่งแข่งควรวิ่งแค่เพียงใหญ่ๆเท่านั้นและในขณะที่วิ่งก็ควรจะเคลื่อนไหวร่างกาย

ส่วนอื่นๆด้วยเช่นการเคลื่อนไหวแขนซึ่งขณะที่วิ่งแล้วก็ควรแกว่งแขนไปมาเล็กน้อยและควรจะมีการสูดลมหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในขณะที่วิ่งเรียกได้ว่าการวิ่งออกกำลังกายนั้นควรเป็นการวิ่งแบบย่อๆไม่ต้องวิ่งเร็วจนเกินไปและในขณะที่วิ่งก็พยายามหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในร่างกายซึ่งถ้าหากเราทำได้จะช่วยให้เราห่างไกลจากคำว่าอ้วนและยัง

การหมุนเวียนของเลือดก็ยังดีอีกด้วยดังนั้นช่วงที่ไม่สามารถเดินทางไปเข้าฟิตเนสได้การออกกำลังกายด้วยการวิ่งจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราไม่เบื่อมากจนเกินไปที่จะต้องกับตนเองอยู่แต่ในบ้านอาการวิ่งที่ดีนั้นควรจะวิ่งในช่วงเช้าตั้งแต่ช่วง 06:00 นเป็นต้นไปแต่ไม่ควรที่จะเกิน 7:00 นเนื่องจากว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่แสงแดดยังไม่รุนแรงมากนักและยังเป็นช่วงที่อากาศบริสุทธิ์กำลังเย็นสบายหรือถ้าหากในตอนเย็นนั้นก็ควรจะวิ่งช่วงประมาณ 17:30 นจนถึง 18:00 นเพราะเป็นช่วงที่พระอาทิตย์เริ่มตกดินแล้วทำให้อากาศไม่ร้อนจนเกินไป

 

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว

ผักและผลไม้สำคัญไฉน

ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าผลไม้นั้นมีประโยชน์มากแค่ไหนต่อมนุษย์อย่างเรา ซึ่งไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นนะกับพวกสัตว์นี้แหล่ะเป็นอาหารชั้นเยี่ยมยอดของพวกเขาเลยทีเดียว ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบกินผลไม้เลย แม้แต่กล้วย หรือรับประทานนิดเดียวแล้วก็เลิกแต่จะมีบางคนโปรดปรานผลไม้อย่างอื่น เช่น ทุเรียน ยกไห้เป็นเดอะเบสเลยทีเดียว แต่เพื่อสุขภาพที่ดีนั้นไม่ควรกินเยอะ เราควรเลือกรับประทานผลไม้อย่างหลากหลาย เพื่ออรรถรส และรสชาติที่แตกต่างกันออกไป

ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าผลไม้นั้นมีความสำคัญกับมนุษย์ของเราเป็นอย่างมากเพราะมีวิตมินและแคลเซียมต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ในผลไม้ด้วย เช่นวิตมินเอ วิตมินบี วิตมินซี ทำไห้เรารับประทานเข้าไปแล้วนั้นไปช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายไห้แข็งแรง และมีผลดีต่อทางสายตา กระดูกและฟันและเลือดเป็นอย่างมาก

ซึ่งคนส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานแตงโมเพราะแตงโมนั้นมีความหวานเป็นทุนเดิมอยู่แล้วและสีสันสดใสมี่ทำไห้น่ารับประทานยิ่งขึ้นไปอีก มีน้ำที่หวานฉ่ำชื่นใจทำไห้เวลาทานเข้าไปแล้วนั้นทำไห้อารมณ์ดี ยิ่งถ้าแช่เย็นคงฟินเลยทีเดียว ซึ่งในแตงโมนี้ มีวิตมินซีสูงและช่วยในเรื่องของโรคโลหิตจางด้วยนะ ส่วนต่อไปก็คือแอปเปิ้ลผลไม้ที่เราคุ้นเคยกันดี เด็กทานได้ผู้ใหญ่ทานดีเพราะเป็นผลไม้ที่มีรถหวานกรอบและไม่ต้องปลอกเปลือกเวลารับประทาน ซึ่งมีทั้งวิตมินเอ วิตมินบี โปรตีนไขมัน คาร์โบไฮเดรตและอื่น ๆอีกสารพัดซึ่งถ้าใครอยากลดน้ำหนักหรือคุมน้ำหนักนั้นเอปเปิ้ลนั้นสามารถช่วยได้นะ

และในแอปเปิ้ลมีสารช่วยต้านมะเร็งใครอยากสุขภาพดีไปซื้อมารับประทานได้เลยเพราะเป็นผลไม้ที่กินง่ายมาก ซื้อมาล้างน้ำแล้วทานได้ทั้งเปลือกเลย หรือถ้าใครไม่ชอบทานเปลือกก็สามารถปลอกได้ และผลไม้ที่เป็นเดอะเบสและสำคัญที่สุดเลยคือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ซึ่งก็จะมีทั้ง ราสเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ สตอเบอร์รี่ เครปกูสเบอร์รี่ และผลไม้ที่รวมอยู่ในตระกูลเบอร์รี่

ซึ่งเบอร์รี่นั้นหอมหวานมากอยู่แล้วสาว ๆยังชอบทานกันด้วยนะ เพราะมีรสชาติที่อร่อย ถูกปากใครหลาย ๆคน อีกทั้งยังชาวยเรื่องการขับถ่าย ผิวพรรณ บำรุงสาบตา บำรุงหน้าตาของเราไห้สวยใสได้อีกด้วย เห็นไหมนี่แค่ผลไม้ที่ยอดฮิตนะ เห็นประโยชน์และความสำคัญของผลไม้ชนิดต่าง ๆหรือยังโดยเรื่องนี้ยกตัวอย่างผลไม้ที่คนเราชอบกินในชีวิตประจำวันมากที่สุด เพื่อไห้ได้รู้ว่าผลไม้สำคัญไฉนเพราะมีทั้งวิตมินต่างๆและการต้านโรคต่าง ๆมากินผลไม้กันเยอะๆนะ เพื่อสุขภาพกายที่ดีของตัวเรา

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

อาการเริ่มแรกโรคเอดส์ในผู้หญิง

โรคเอดส์ตามที่เราได้รู้จักกันก็คือคนที่ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู้ร่างกาย ทำให้เกิดโรคเอดส์ขึ้นมาในร่างกาย ในปัจจุบันนี้พบว่าจำนวนคนเกิดโรคเอดส์นั้นในผู้หญิงมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะพบกับวัยเยาวชนเด็กที่ยังไม่รู้จักกันป้องกันตนเองชอบเที่ยวสนุก ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอดส์กันมาโดยไม่รู้ตัว โดยพบคนที่เป็นโรคเอดส์สมัยนี้จะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งการติดเชื้อเอดส์มานั้นมีมากมายช่องทาง เช่นการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ฝ่ายชายไม่ใส่ถุงยางอนามัย และมีอีกมากมายช่องที่มีโอกาสเสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อเอดส์มาได้ 

การแพร่เชื้อของเอดส์นั้นถ้ามีการกอดสัมผัสเชยๆ จะไม่มีโอกาสติดเชื้อ หรือการใช้ของร่วมกัน การไอจาม ใช้น้ำน้ำร่วมกัน การไปโดนเหงื่อ น้ำมูก น้ำตา ถือว่าไม่มีโอกาสติดเชื้อเอดส์ได้ แต่การติดเชื้อมานั้น เช่น การติดผ่านทางเลือด โดยการที่อีกคนไปสัมผัสแผลคนที่เป็นอาจส่งผลให้มีการติดเชื้อเอดส์มาได้เช่นกัน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงจากการสัมผัสคนอื่น โดยที่เราไม่รู้ว่าเขามีเชื้อเอดส์หรือป่าวทางที่ดีควรป้องกันตัวเองไว้ก่อน

อาการเริ่มแรกของผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์มา โดยหลักการมีประจำเดือนอาจจะมีเลือดออกมามาก ร่างกายเริ่มมีอาการปวดตามเนื้อตามตัว รู้สึกเหนื่อยง่ายมากขึ้น อาการโดยร่วมจะมีไข้ขึ้นตลอดเวลา เริ่มมีการกินอาหารไม่ได้ ส่งผลให้เริ่มมีน้ำหนักลดลงเรื่อย ๆตามเวลา จะเริ่มรู้สึกตัวเองความจำไม่ดีลืมง่าย บางทีการมองเห็นเริ่มไม่ชัดขึ้น นี้คืออาการที่สังเกตให้เห็นในผู้หญิง โดยเชื้อจะทำลายร่างกายไปเรื่อย ๆ ร่างกายจะเริ่มมีอาการทรุดลงตามเวลา บางรายอาจถึงตายได้ในเวลาไม่นาน แต่ในผู้หญิงถ้ารู้ตัวว่ามีการติดเชื้อตั้งแต่แรกนั้น อาจช่วยในการรักษาทันได้ในระยะแรก โดยการไปพบหมอช่วยให้ได้รับยามาต้านทันก่อนที่เชื้อเอดส์จะไปทำลายในร่างกายเร็วขึ้น 

การดูแลสภาพจิตใจของผู้ติดเชื้อในผู้หญิง ควรหาอะไรทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลาย จะได้ไม่ต้องกังวนกับเชื้อเอดส์ การหันไปรักษาสุขภาพโดยการออกกำลังเท่าที่จะทำได้ การดูแลตัวเองให้มีความสุขถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในการช่วยให้สภาพจิตใจมีความเข็มแข็งขึ้น สามารถช่วยให้ร่างกายเราต่อสู้มีพลังกับการต่อสู้กับโรคเอดส์ โดยคนครอบครัวก็ถือว่าสำคัญในการดูแลคนป่วยโรคนี้ การไม่ไปซ้ำเติมทำให้สภาพจิตใจคนป่วยแย่ลง ควรให้กำลังใจในยามที่เขารู้สึกแย่ลง

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะมีอยู่หลายประเภท

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะมีอยู่หลายประเภท

โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากการเติบโตของเซลล์เยื้อบุของผนังด้านในกระเพาะปัสสาวะที่แตกต่างจากปกติ โดยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะจะมีอยู่หลายประเภท

– ประเภท Transitional Cell Carcinoma หรือ Urothelial Carcinoma เกิดขึ้นในเยื่อบุฝาผนังข้างในกระเพาะ เป็น
ประเภทโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
– ประเภท Squamous Cell Carcinoma มีต้นเหตุจากการได้รับเชื้อ อักเสบแบบเรื้อรังจากการส่องแสง หรือได้รับยาเคมีเพื่อบรรเทา บางชนิดและก็เป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะเวลานานโดยมิได้รับการดูแลรักษา
– จำพวก Adenocarcinoma จำพวกแบบต่อมที่เจริญก้าวหน้ามากมายจากเยื่อต่อมซึ่งเป็นเยื่อบุผิว
– จำพวก Small cell carcinoma เกิดขึ้นจากเซลล์ Neuroendocrine cells
– ประเภท Sarcomas เกิดจากในเซลล์กล้ามกระเพาะปัสสาวะ

คนไหนที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
– อายุ 40 ปีขึ้นไป หรือบางทีอาจเจอได้ในคนที่แก่น้อยกว่า แล้วก็ชอบเจอในผู้ชายมากยิ่งกว่าในผู้หญิง
– คนที่ดูดบุหรี่หรือได้รับควันจากบุหรี่ โดยคนที่ดูดบุหรี่ได้โอกาสเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะราว 8 เท่าของคนที่ไม่ดูดบุหรี่
ได้รับสารเคมีที่อันตรายบางประเภท
– การทานอาหารที่มีไนเตรตสูง ดังเช่น เนื้อสัตว์ หรือผักบางจำพวก
– คนที่ติดโรคในกระเพาะปัสสาวะแบบเรื้อรัง ดังเช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือติดเชื้อโรคปรสิตจากบางสิ่งบางอย่าง
– การใช้ยาบางประเภทจากวิธีการทำเคมีบรรเทา
– การถ่ายทอดทางพันธุกรรม

4 โรคร้าย ที่เกิดจากการทำงาน

ใช่ว่าตำแหน่งใหญ่โต เงินเดือนสูง แล้วจะหนีไปจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้ เพราะว่ายิ่งจะต้องคิดต้องทำงานให้หนักขึ้น บริหารทั้งงานและลูกน้องควบคู่กันไป อาจทำให้เกิดภาวะเครียดและเสี่ยงต่อโรคจากความเสื่อมถอยโดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง โรคเครียด โรคนิ่วในถุงน้ำดี และโรคอ้วน เป็นต้น

ช่วงอายุประมาณ 25-39 ปี เป็นวัยแห่งการทำงานที่แท้จริง เพราะก็หนีไม่พ้นโรคออฟฟิศซินโดรมเช่นกัน เพราะยุคนี้เป็นยุคแห่งการรีบเร่ง อีกทั้งในเรื่องของการที่คุณต้องใช้คอมพิวเตอร์วันละหลาย ๆ ชั่วโมง การอดอาหาร อดหลับอดนอนเพื่อให้งานเสร็จ ทำให้ร่างการต้องแบกรับความตรึงเครียดปราศจากการผ่อนคลาย ซึ่งทำให้คุณเสี่ยงเป็น 4 โรคจากการทำงานดังต่อไปนี้

1. นิ่วในถุงน้ำดี
โรคนิ่วในถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับอาหารการกิน เพราะในชั่วโมงที่เรารีบเร่ง การเลือกอาหารในการทานนั้นก็เป็นเรื่องยาก เรียกได้ว่ามีอะไรก็ทานๆ ไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เกิดการสะสมไขมันจนอาจก่อให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ในหญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงมาก และคนอ้วนมักเป็นโรคนี้มากกกว่าคนผอม โดยยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลให้เกิดโรคนี้ เช่น กรรมพันธุ์ การอักเสบและการคลั่งของน้ำดีในถุงน้ำดี การทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ๆ โดยเมื่อเป็นนิ่วในถุงน้ำดีแล้ว ถ้าไม่รีบรักษาอาจจะก่อให้เกิดอาการเรื้อรังตามมาได้

2. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ผู้หญิงมักจะพบปัญหานี้มากกว่าผู้ชาย เพราะสกิลที่สามารถอั้นปัสสาวะได้ จนอาจทำงานเพลิน ลืมไปเข้าห้องน้ำซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งมักจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดการอักเสบ

3. โรคเครียด นอนไม่หลับ

โรคเครียดที่เกิดจากการทำงาน งานไม่เสร็จ ทำทัน หรือต้องวางแผนงานสุดยาก หรือการเครียดจากครอบครัว ความมั่นคงในชีวิต ซึ่งทำให้คุณเก็บมาคิดจนถึงขั้นนอนไม่หลับ วิธีการหลีกเลี่ยงที่ง่ายที่สุดก็คือ พยายามไม่เครียด รู้จักผ่อนคลายเสียบ้าง แค่คุณลองทิ้งงานไปเดินเล่นสัก 10 นาที ก็ถือว่าได้ผ่อนคลายแล้วบ้าง

4. ความดันโลหิตสูง
โรคความดันนี้ไม่มีอาการที่จะสามารถแสดงออกมาได้เลย จนกระทั่งเมื่อเราอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเกิดจากปัจจัยบางอย่าง ได้แก่ การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้แบบไม่ทราบสาเหตุ จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนอื่น ๆ ถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุให้เราเสี่ยงเป็นโรคความดัน ได้แก่
• โรคอ้วน
• ความเครียด
• การรับประทานอาหารรสเค็ม
• การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า
• ผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะในสำนักงาน จะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ทำงานใช้กำลัง

ความดันโลหิตสูงไม่ควรปล่อยปะละเลยควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถพาไปเสี่ยงกับภาวะอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย พิการ และหัวใจวายอีกด้วย เมื่อรู้เช่นนี้แล้วก็ควรให้ความสนใจกับสุขภาพของคุณบ้างอย่าปล่อยให้งานที่เรารักมาทำลายสุขภาพที่เราก็รักเลย

วัณโรค พบเร็ว รักษาให้หายขาดได้

 

“วัณโรค”เป็นโรคตั้งแต่ยุคโบราณของประเทศไทยที่ยังคงอยู่ถึงในปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ แล้วมันน่าจะหายไปแล้วตั้งแต่ในอดีต แต่ปัจจุบันก็ยังคงพบอยู่เรื่อยๆ และคร่าชีวิตคนไทยไปไม่น้อย กระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลไว้ว่า ในปี 2560-2561 มีผู้ป่วยวัณโรคในประเทศไทย 22,784 ราย และจากสถิติที่ผ่านมาพบผู้ป่วยวัณโรคมากถึง 108,000 รายต่อปี เสียชีวิตไปแล้วกว่า 12,000 ราย
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า วัณโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) ติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ ร้อยละ 80 จะเกิดที่บริเวณปอด สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น เยื่อหุ้มสมอง ต่อมน้ำเหลือง กระดูก

กลุ่มเสี่ยงโรควัณโรค
กลุ่มที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อวัณโรคจากระยะแพร่เชื้อได้ง่าย คือ เด็กๆ เพราะว่าเชื้อจะออกมากับการไอ จาม ในห้องที่ทึบ และเข้าสู่ร่างกายได้ทางการหายใจเอาเชื้อเข้าไป เชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ กรณีเชื้อในเสมหะหากมีการปล่อยเสมหะออกสู่ขั้นนอกที่ไม่มีแสงแดด บางทีเชื้ออาจอยู่ในเสมหะนั้นได้นานถึง 6 เดือน ทั้งนี้อาการเมื่อป่วยเป็นวัณโรค หากติดเชื้อในระยะแรกมักไม่มีอาการ จะทราบว่าติดเชื้อแล้วก็ต่อเมื่อได้ตรวจสุขภาพจริงๆ โดยตรวจจากเสมหะ โดยการทดสอบทูเบอร์คิวลินจะให้ผลบวก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเคยติดเชื้อตอนเป็นเด็ก

ปัจจัยเสี่ยงของวัณโรค
วัณโรคสามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบหายใจ ซึ่งเชื้อจะอยู่ในอากาศอยู่แล้ว ซึ่งหากเราได้ใหล้ชิดสัมผัสผู้ติดเชื้ออาจจะทำให้เราได้รับเชื้อโดยตรงเข้าร่างกายเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเฉพาะการติดเชื้อ HIV ผู้ติดยาเสพติดและโรคขาดอาหาร

สัญญาณอันตราย “วัณโรค”
1. ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์

2. น้ำหนักลด

3. เบื่ออาหาร

4. เหงื่อออกกลางคืน

วัณโรค พบเร็ว รักษาหายได้
วัณโรคถึงแม้จะเป็นโรคติดต่อและอาจเป็นถึงขั้นเรื้อรัง แต่อย่างไรก็ตามก็มียาที่สามารถรักษาให้หายขาด หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งจะต้องกินยาติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือนห้ามขาด และต้องพักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินสูง เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย แสดงให้เห็นว่าการดูแลรักษาตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงมีส่วนช่วยให้การรักษาเต็มไปด้วยประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยให้ในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรคดีขึ้น และตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากมีอาการตามสัญญาณอันตรายข้างต้น ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน

กินเค็มไม่ดี เพราะอะไร

อาหารที่อร่อยคือต้องมีรสกลมกล่อม ทั้งหวาน เค็ม เปรี้ยว และเผ็ด แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าจะได้รสชาตินั้นต้องเติมเครื่องปรุงลงไปกี่ชนิด กี่ช้อน? และนอกจากรสชาติที่เราได้รับจากการกินแล้วร่างกายจะได้รับอะไรตามมาอีกบ้าง?
เคยแปลกใจบ้างไหมว่าทำไมบางคนกินอะไรก็ขาดเครื่องปรุงไม่ได้ ขอเติมน้ำตาลลงไปสัก 1 ช้อน ราดน้ำปลาลงไปอีกสัก 1 ช้อนครึ่ง โดยที่ยังไม่ได้ชิมก่อนเลยแม้แต่นิดเดียวว่าอาหารที่พร้อมเสิร์ฟมานั้นมีรสชาติอย่างไร ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าลิ้นของมนุษย์เรามีปุ่มรับรสเล็กๆ ที่เรียกว่า ปาปิลา (Papilla) จำนวนมาก ซึ่งปุ่มรับรสจะมีด้วยกัน 4 ชนิด คือ รสหวาน รสขม รสเปรี้ยว และรสเค็ม ซึ่งการรับรู้รสชาติเหล่านี้จะเป็นการกระตุ้นให้สมองประมวลผลรับรู้รสและจะสั่งให้ชอบอาหารนั้นๆ หรือเรียกว่าสมองเสพติดรสชาตินั่นเอง

ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้นการทำงานของประสาทรับรสก็ยิ่งเสื่อมลงไม่ต่างกับอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย ซึ่งภาวะการสูญเสียการรับรู้รสจะพบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุ จึงอย่าได้แปลกใจหากอาหารสุดอร่อยที่คุณตาคุณยายในบ้านเคยทำให้เมื่อตอนเราเด็ก พอกลับมาทานตอนโตจะรู้สึกว่าปรุงหนักและมีรสชาติจัดไปทางรสเค็ม นั่นก็เพราะพวกท่านรับรู้ว่านั่นคือรสชาติที่กำลังพอดี อันเนื่องมาจากภาวะสูญเสียการรับรสนั่นเอง

“เมื่อก้าวสู่การเป็นผู้สูงวัย นอกจากการรับรู้รสจะเสื่อมจากเดิมแล้ว ระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายก็เริ่มเสื่อม หากยิ่งไม่ใส่ใจเรื่องอาหารการกินก็ยิ่งเพิ่มตัวเร่งความเสื่อมของอวัยวะอื่น ๆ ให้มาถึงเร็วขึ้น เพราะหากเลือกกินอาหารไม่เป็น กินอาหารที่เค็มจัด มีโซเดียมสูง ก็ยิ่งทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น” อาจารย์สง่า ดามาพงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. และที่ปรึกษาด้านโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ก่อนอาจารย์สง่า จะบอกต่อไปว่า โรคไตเป็นสิ่งที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตมนุษย์ เพราะคนที่เป็นโรคนี้ไม่ใช่แค่ต้องเสียเงินมหาศาลเพื่อไปล้างไต ฟอกไต แต่ยังเสียเวลา เสียสุขภาพจิต ซึ่งเขาอาจรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นภาระของครอบครัว ดังนั้นคนที่ไม่อยากเป็นโรคไตทั้งในวัยผู้สูงอายุ วัยทำงาน วัยหนุ่มสาว หรือวัยเด็ก จึงต้องใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองด้วยหลักง่ายๆ คือ

เลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง อาหารที่มีโซเดียมสูงไม่ใช่แค่เกลือกับน้ำปลา แต่ยังรวมถึงกะปิ ปลาร้า ผงชูรส ซีอิ๊ว ผงซุปก้อน ซอสปรุงรส ผงฟูที่อยู่ในขนมปังเบเกอรี่ต่าง ๆ และสารถนอมอาหารในอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบค่อน หมูยอ เป็นต้น

กินผักและผลไม้อย่างเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ระยะหนึ่ง

กินอาหารที่มีแคลอรี่น้อย

ออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โรคไตไม่ใช่โรคที่เกิดจากการกินเกลือเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการกินโซเดียมเกินปริมาณตามความต้องการของร่างกายที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ในทุก ๆ วันคนเราไม่ควรกินโซเดียมเกิน 1 ช้อนชา หรือ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่คนไทยในวัยผู้ใหญ่ได้รับโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานกำหนดถึง 2 เท่า วันนี้ ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพไตมาฝาก

ลดเค็ม… ลดได้หลายโรค
ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ได้กล่าวไว้ในวิดีโอ ลดเค็มลดหลายโรค ที่เผยแพร่ผ่านแชนแนล RAMA CHANNEL ทางยูทูป ไว้ว่า “การลดกินเค็มมีส่วนป้องกันโรคที่มีปัจจัยเกี่ยวกับการกินโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น ซึ่งการลดปริมาณการกินเค็มจะทำให้อาการของโรคนั้น ๆ ดีขึ้น และป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาว ส่วนใหญ่ปรุงรสเค็มอย่างเดียวก็ไม่อร่อย ต้องมีรสนัว กลมกล่อม ก็ต้องเติมน้ำตาลเพิ่ม ทำให้กินเค็มและหวานเกินเป็นต้นเหตุของการพ่วงทั้งโรคเบาหวานและโรคอ้วนตามมา ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่กินเค็มมากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตมากกว่าผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่กินเค็ม ดังนั้นเลี่ยงเค็มจึงสามารถป้องกันได้หลายโรค”

วิธีลดเค็มอย่างไรให้ได้ผล?
ที่คนเราชอบกินเค็ม กินหวาน เป็นเพราะความเคยชิน ดังนั้นจึงต้องค่อย ๆ ลดทีละน้อย ๆ จะทำให้ลิ้นค่อย ๆ ปรับความไวการรับรสได้ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ แนะนำการลดเค็มอย่างไรให้ได้ผลว่า ‘ควรลด 10%’ ในครั้งแรก และถัดไปอีกประมาณ 2 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน ให้ลดลงไปอีก 10% และอีก 1 เดือนต่อมาให้ลดลงอีก 10% วิธีนี้จะทำให้ลดสามารถลดเค็มได้ 30% ภายในระยะเวลา 3 เดือน และเป็นการลดเค็มที่เรายังมีความสุขกับการกินเหมือนเดิมแต่ร่างกายเคยชินกับการกินรสเค็มที่น้อยลง

6:1:1 เคล็ดลับกินดี ส่งตรงจาก อาจารย์สง่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ
อาจารย์สง่า ได้แนะนำเคล็ดลับการกินอาหารสำหรับผู้สูงวัยให้ห่างไกลโรค คือ ผู้สูงอายุควรกินอาหารตามธรรมชาติผ่านการปรุงแต่งให้น้อยที่สุด เลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาวเพราะจะมีสารอาหารมากกว่า กินเนื้อปลาสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพ สามารถกินไข่ได้วันละ 1 ฟอง โดยเน้นไปที่ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น (ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ควรลดเหลือสัปดาห์ละ 3-4 ฟอง) กินถั่วเมล็ดแห้ง ดื่มนมรสจืดหรือนมพร่องมันเนย 1 กล่อง หรือ 1 แก้วต่อวัน กินผักผลไม้เป็นประจำ ที่สำคัญต้องใช้สูตร ‘6:1:1’ คือ กินน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา และเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ก็จะทำให้เป็นผู้สูงอายุที่ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้มากมาย แถมสูตรนี้ยังได้ผลดีกับคนทุกวัยอีกด้วย